พัชรินทร์ ศรีวรวิทย์กุล: อย่าให้มะเร็งพรากความเป็น ‘เรา’

“มีผมหรือไม่มีผม เราก็ยังเป็นเรา
มะเร็งไม่อาจเปลี่ยนความเป็นเราได้
ถ้าใจเราไม่อยากเปลี่ยน…”

แพทตี้-พัชรินทร์ ศรีวรวิทย์กุล สาวสวยวัย 37 ปี พี่สาวคนโตของครอบครัวที่มีพื้นฐานความเข้าใจชีวิตอยู่พอสมควร เธอเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วล้วนดีเสมอ ไม่เว้นแม้ ‘มะเร็ง’ ที่เธอต้องเผชิญมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

“ครั้งแรกที่พบก้อนเนื้อคือตอนไปนวดสปาแล้วหมอนวดคลำไปสะดุดก้อนเนื้อที่หน้าอกข้างขวา จึงทักให้เราลองไปตรวจดู แม้ในใจตอนนั้นจะคิดว่าคงเป็นแค่ซีสต์ธรรมดา แต่ก็ไม่รอช้าที่จะไปตรวจทันที ผลปรากฏว่าเป็นมะเร็ง

“ถามว่าตกใจหรือกลัวอะไรไหม คำตอบคือไม่เลย เพราะเรารู้ว่ามะเร็งเป็นโรคที่รักษาหายได้ โชคดีที่ก่อนหน้านั้นเรามีโอกาสเป็นตัวแทนขายผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ เช่น อาหารเสริมที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ฯลฯ ทำให้เราได้รู้จักลูกค้ากลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะต่างๆ เราได้เห็นตั้งแต่วันที่พวกเขาป่วยเป็นมะเร็ง จนเขาหายจากโรคมะเร็ง บางรายเป็นระยะสุดท้ายก็ยังกลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้ เราจึงมีมุมมองต่อโรคนี้ไม่ต่างจากโรคอื่นๆ คือ เป็นแล้วรักษาหายได้ ฉะนั้น เราเป็นก็ต้องหายได้เหมือนกัน”

30 บาท รักษามะเร็ง

หลังจากรู้ผลแล้ว เธอตัดสินใจใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือที่รู้จักทั่วไปว่า ‘สิทธิบัตรทอง’ กับโรงพยาบาลรัฐ โดยตลอดการรักษาตั้งแต่ต้นจนโรคสงบลง เธอแทบไม่ต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายใดๆ เลย นอกจากค่าห้องพิเศษระหว่างพักฟื้นหลังการผ่าตัดเพียงพันกว่าบาท

“เหตุผลแรกที่เลือกใช้สิทธิบัตรทอง เพราะเราเคยเห็นญาติที่ป่วยเป็นมะเร็งแล้วเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนทั้งในและต่างประเทศจนหมดเงินไปกว่า 10 ล้านบาท ก็ยังไม่หาย ฉะนั้น ราคาของการรักษาไม่ได้การันตีว่าโรคนี้จะหายได้ เหตุผลที่สองคือเราเชื่อมั่นว่าในโรงพยาบาลรัฐนั้นก็มีคุณหมอเก่งๆ มากมายที่สามารถดูแลเราได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องรอคิวสักหน่อย ยกตัวอย่างเคสของแพทเองก็รอคิวอยู่เดือนกว่าๆ จึงจะเข้ารับการผ่าตัด”

หลังการผ่าตัด เธอจึงได้รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งเต้านมระยะ 2B ชนิด Triple Negative Breast Cancer (TNBC) ซึ่งเป็นมะเร็งที่มีธรรมชาติของโรคที่รุนแรงกว่ามะเร็งเต้านมทั่วไป และมักพบในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมอายุน้อยที่ยังอยู่ในวัยมีประจำเดือน

“เพียงแค่เดือนกว่าๆ ที่รอคิวผ่าตัด จากก้อนขนาด 2 เซนติเมตร ที่ตรวจพบในครั้งแรก ขยายขนาดเป็น 4.5 เซนติเมตร และลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง ทำให้ต้องผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ด้านขวาออกไปด้วย จากนั้นก็เข้ารับเคมีบำบัดอีก 8 เข็ม โดยเว้นระยะทุก 3 สัปดาห์ และฉายแสงต่ออีกวันละครั้งกว่า 30 ครั้ง”

มะเร็งคือของขวัญ

ด้วยความที่เธอมีภาวะ PCOS (Polycystic Ovarian Syndrome) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า ‘ถุงน้ำรังไข่หลายใบ’ ซึ่งส่งผลให้การทำงานของรังไข่ผิดปกติ ประจำเดือนมาไม่ปกติ เธอจึงจำเป็นต้องกินยาคุมกำเนิดตามแพทย์สั่งมาตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น และนั่นเองที่เธอเชื่อลึกๆ ว่ามันน่าจะเป็นสาเหตุของมะเร็งครั้งนี้

“พอรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งก็เลิกกินยาคุมเลย และแปลกมากหลังการรักษาด้วยคีโมสิ้นสุดลง ประจำเดือนกลับมาเป็นปกติ มันคล้ายกับร่างกายเราได้รีเซตตัวเองใหม่ ไม่แน่ใจว่าเพราะการดูแลสุขภาพที่ดีขึ้นหรือผลข้างเคียงจากคีโมกันแน่ โรคที่เคยเป็นหายไปหมด ร่างกายตอนนี้แข็งแรงกว่าก่อนเป็นมะเร็งด้วยซ้ำ แถมระหว่างที่ให้คีโม อาการแพ้ต่างๆ ที่คนอื่นเขาเป็นกัน เรากลับไม่เป็น นอนได้ กินได้ตามปกติ จะมีก็แค่แขนชาและบวมขึ้นเล็กน้อยจากการผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง แต่ก็ไม่ได้มีผลต่อการใช้งานใดๆ เลย

“บางครั้งเราก็อดคิดไม่ได้ว่า มะเร็งอาจจะเป็นของขวัญจากพระเจ้า เพราะนอกจากร่างกายที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเต็มที่รักษาตัวอยู่นั้น มะเร็งยังทำให้เรารู้ว่ามีคนรักและห่วงใยเรามากมาย ทั้งครอบครัว เพื่อนๆ บางคนโทรร้องไห้จนเราเองที่เป็นคนปลอบเขา มันทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตเรามีค่ามากแค่ไหน

“สำคัญที่สุดคือมะเร็งเปลี่ยนมุมมองต่อการใช้ชีวิตของเราเกือบทั้งหมด จากเมื่อก่อนเรามักจะเอาความสุขไปผูกติดไว้กับอนาคตที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะมาถึง ตั้งเงื่อนไขว่าเราต้องทำอย่างนั้น เราต้องมีอย่างนี้ให้ได้ก่อนจึงจะมีความสุข จนมองข้ามความสุขเล็กๆ ในแต่ละวันไป แต่พอมะเร็งเข้ามา เรารู้เลยว่าชีวิตมันไม่แน่นอน เราจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ ความตายไม่เลือกเพศหรือวัย
เป้าหมายของเราวันนี้จึงแค่มีความสุขอยู่กับปัจจุบัน มีความสุขกับทุกๆ วันให้ได้มากที่สุด ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคต” 


อย่าให้มะเร็งพรากความเป็น ‘เรา’

ปัจจุบัน แพทตี้ยังคงสนุกกับงานที่เธอรักและมีความฝันในชีวิตเหมือนกับสาวๆ ในวัยเดียวกันที่หวังว่า สักวันหนึ่งเธอจะมีครอบครัวที่อบอุ่น มีความรักดีๆ มีชีวิตที่มีความสุข

“แพทมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา ต่อให้เป็นเรื่องร้ายก็เถอะ มันจะซ่อนสิ่งดีๆ อยู่ในนั้นเสมอ อย่างการผ่าตัดหน้าอกครั้งที่ผ่านมา แพทเลือกผ่าแบบสงวนเต้าและตั้งใจไว้แล้วว่าจะเสริมหน้าอกแน่นอน เพราะลึกๆ คิดว่าคงไม่มีใครชอบหรอก ผู้หญิงที่ไม่มีหน้าอก แต่โชคดีที่หมอยังไม่ให้เสริมในทันที แต่ต้องรอเวลา 2 ปีก่อน จึงจะทำศัลยกรรมได้ มันทำให้เราได้เรียนรู้และค้นพบว่า จริงๆ แล้วการมีหน้าอกหรือไม่มีไม่ใช่ตัวแปรสำคัญของความรักเลย แถมมันยังช่วยคัดกรองคนที่จะเข้ามาในชีวิตเราอีกต่างหากว่า ใครที่รักเราแค่ภายนอกหรือใครที่รักในความเป็นเราจริงๆ ฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไรเพื่อใคร ถ้าใจเราไม่อยากเปลี่ยน

“เช่นเดียวกัน มีผมหรือไม่มีผม เราก็ยังเป็นเรา มะเร็งไม่อาจเปลี่ยนความเป็นเราได้ ถ้าใจเราไม่อยากเปลี่ยน นี่เป็นแนวคิดหนึ่งที่ทำให้แพทลุกขึ้นมาถ่ายภาพแฟชั่นระหว่างการทำคีโม นอกจากจะเก็บไว้เป็นความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเราก็เคยหัวโล้นแล้ว (หัวเราะ) แพทยังอยากให้ภาพเซตนี้เป็นเสมือนแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทุกคนรู้ว่า ความสวยของเรานั้นไม่ได้อยู่ที่เรามีผมหรือไม่มีผม แต่มันอยู่ข้างในนี้ ข้างใน ‘ใจ’ ของเราเอง ฉะนั้น สวยให้สุดในแบบที่เราเป็น ดีงามให้สุดในแบบที่เป็นเรา”

‘ใจเรา’ สำคัญที่สุด

จะเห็นได้ว่า บางครั้งการเติบโตของคนคนหนึ่งก็ไม่ใช่แค่วันเวลาที่เปลี่ยนวัยหรือริ้วรอยบนใบหน้าเท่านั้น แต่ประสบการณ์ทั้งดี-ร้ายในชีวิต ก็ทำให้คนคนหนึ่งงอกงามอย่างงดงามได้ไม่แพ้กัน ดังจะเห็นจากเธอคนนี้

“ผู้ป่วยมากมาย ไม่ใช่แค่ผู้ป่วยมะเร็ง มักจะมีความคาดหวังกับกำลังใจจากคนรอบข้าง จนบางครั้งก็มองข้ามที่จะให้กำลังใจตัวเอง คิดแต่ว่าตัวเองจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ หรือกำลังใจจากคนนั้น คนนี้ พอไม่ได้อย่างที่หวังไว้ก็ผิดหวัง ท้อแท้ หดหู่ เป็นทุกข์ เครียดไปต่างๆ นานา สุดท้ายก็กลายเป็นผลเสียกับตัวเอง ไม่อยากรักษาตัวต่อ ทั้งๆ ที่จริงแล้วกำลังใจที่ดีที่สุดก็คือกำลังใจจากตัวเราเองนี่แหละ

“แพทเชื่อเสมอว่า สิ่งเดียวที่จะทำให้เราชนะมะเร็งได้ก็คือ ‘ใจ’ ของเราเองนี่แหละ ต่อให้เราเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ถ้าเรามีกำลังใจจะสู้ซะอย่าง เราก็จะผ่านมันไปได้ แต่ถ้าเมื่อใดที่เราปล่อยให้ความกลัว ความกังวล ความเครียด ท้อแท้ สิ้นหวังเข้ามาเล่นงาน ทุกอย่างก็จะแย่ลง ร่างกายทรุดลง เพราะความเครียดเป็นอาหารที่ดีสำหรับมะเร็ง ฉะนั้น อย่าให้อาหารมะเร็งด้วยความเครียด ความกลัว ความทุกข์ ความท้อ แต่ทำตัวให้มีความสุข ยิ่งเรามีความสุขมากเท่าไหร่ โอกาสหายจากมะเร็งก็จะมีมากเท่านั้น มองหาสิ่งดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในทุกเรื่องราว แล้วเราจะพบว่าบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าโหดร้ายกับชีวิตเราเหลือเกิน มันกลับกลายเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่อาจเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล…”

แชร์ไปยัง