10 หนังดังชวนเปลี่ยน​มุมมองต่อ ‘มะเร็ง’​

ไม่ใช่แค่ผู้ป่วย แต่ผู้ไม่ป่วยก็ยังหลงรัก สำหรับ 10 ภาพยนตร์น้ำดีที่เปลี่ยน ‘มะเร็ง’ เป็นของขวัญ เป็นพลังใจ ก้าวข้ามคำว่า ‘โรคร้าย’ กลายเป็นความงดงาม การเรียนรู้ การค้นพบ กระทั่งพลิก (บาง) มุมมองที่มีต่อโรคมะเร็ง ซึ่งบอกได้เลยว่า ถ้าไม่ดู ถือว่าพลาดอย่างยิ่ง LIFESTYLE เดือนนี้ จึงชวนคุณมากักตัวหนีโควิดไปกับหนังสักเรื่อง สองเรื่อง (เหล่านี้) รับรองว่าเปลี่ยนบรรยากาศน่าเบื่อของการอยู่บ้านให้กลายเป็นเรื่องสนุกสนานกว่าที่คิด

 

ฟิฟตี้ ฟิฟตี้ ไม่ตายก็รอดวะ ภาพยนตร์ที่สร้างจากชีวิตจริงของ ‘อดัม’ ชายหนุ่มที่ใส่ใจดูแลสุขภาพมาโดยตลอด แต่แล้ววันหนึ่งก็ต้องพบว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งไขสันหลัง และแพทย์ฟันธงว่าเขามีโอกาสรอดเพียง 50/50 แต่แทนที่เขาจะท้อแท้กับชีวิตและใช้ชีวิตแบบคนสิ้นหวังรอความตาย เขากลับลุกขึ้นมาใช้ชีวิตแบบไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะไปปาร์ตี้ สนุกสนานกับเพื่อนๆ และการใช้ชีวิตแบบเต็มร้อยนี่เองที่สร้างปาฏิหาริย์ให้กับเขา ถ้าอยากรู้ว่าเป็นอะไร ไปติดตามกันใน 50/50 ฟิฟตี้ ฟิฟตี้ ไม่ตายก็รอดวะ นำแสดงโดย โจเซฟ กอร์ดอน เลวิตต์ (Joseph Gordon-Levitt) นักแสดงมากความสามารถที่บทบาทอดัมส่งให้เขาขึ้นแท่นเป็นพระเอกสุดฮอตอยู่ช่วงหนึ่งทีเดียว  

 

 

ภาพยนตร์สุดโรแมนติกดราม่าสัญชาติอเมริกัน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของ ‘เจนน์’ (Jenn-Jennifer Carter) หญิงสาวชาวแคนาดากับ ‘ซอล’ (Sol-Solomon Chau) หนุ่มเชื้อสายเอเชียน ทั้งคู่พบรักกันตั้งแต่สมัยวัยรุ่นและคบหาดูใจ ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน กระทั่งตกลงปลงใจที่จะแต่งงานกัน ก่อนที่ซอลจะพบว่าตัวเองกำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งตับระยะลุกลาม แต่พวกเขาก็ยังยืนยันสานฝันจัดพิธีแต่งงาน โดยได้รับแรงผลักดันและสนับสนุนจากผู้คนมากมายผ่านการระดมทุนกว่า 5 หมื่นเหรียญ ในเวลาไม่กี่วัน ก่อนที่พิธีวิวาห์จะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบและตราตรึงอยู่ในหัวใจพวกเขาไปตลอดกาล นี่คืออีกหนึ่งตำนานรักที่โลกยังจดจำและจารึกไว้บนจอเงิน มากไปกว่านั้นมันยังเป็นหนังรักแห่งยุคที่สร้างแรงบันดาลใจให้หนุ่มสาวมากมายทั่วโลกให้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่

 

ชีวิตหนู…ขอลิขิตเอง ภาพยนตร์จาก ‘My Sister’s Keeper’ หนังสือติดอันดับขายดีที่สุดของ โจดี พิคัลต์ (Jodi Picoult) ซึ่งเขียนขึ้นจากเค้าโครงเรื่องจริงเกี่ยวกับเด็กที่เกิดมาเพื่อเป็นอะไหล่เนื้อเยื่อให้แก่พี่ ผ่านเรื่องราวชีวิตครอบครัวของฟิทส์เจอรัลกับลูกชายตัวน้อย และเคท ลูกสาววัยสองขวบซึ่งป่วยเป็นโรคลูคีเมีย ความหวังเดียวของครอบครัวนี้คือการมีลูกอีกคน เพื่อรักษาชีวิตของเคทเอาไว้ผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า ‘พันธุวิศวกรรม’ แม้จะเกิดคำถามทั้งด้านศีลธรรมและจริยธรรม แต่ซาร่าผู้เป็นแม่ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการให้กำเนิด ‘แอนนา’ ลูกสาวคนใหม่ของครอบครัวที่เกิดจากการปฏิสนธิเทียม แต่พิเศษกว่าตรงที่เธอได้รับการตรวจสอบพันธุกรรมก่อนฝังตัวที่ปีกมดลูก เพื่อให้มั่นใจว่าเธอมีเนื้อเยื่อเข้ากับ ‘เคท’ พี่สาวของเธอได้อย่างแน่นอน

ตลอดวัยเด็ก เคทและแอนนาต้องทรมานกับการรักษาในโรงพยาบาลหลายต่อหลายครั้ง นั่นทำให้เธอทั้งสองผูกพันใกล้ชิดกันยิ่งกว่าพี่น้องสาวคู่ไหน เพราะชีวิตของเคทขึ้นอยู่กับแอนนา จนกระทั่งแอนนาอายุครบ 11 ปี และแม่จะให้เธอบริจาคไตข้างหนึ่งให้แก่เคท เธอจึงจ้างทนายส่วนตัวเพื่อให้หลุดพ้นจากวังวนการรักษา และการฟ้องร้องนี้ทำให้ครอบครัวต้องแตกแยก พร้อมกับทิ้งให้ชีวิต ‘เคท’ ตกอยู่ในมือของโชคชะตา นี่คือภาพยนตร์ที่ตีแผ่ความจริงที่ท้าทายมุมมองของความรักและซื่อสัตย์ของครอบครัว และให้นิยามใหม่กับการเยียวยา เป็นหนังอีกเรื่องที่สร้างมาเพื่อบีบน้ำตาผู้ชมโดยแท้

 

ดาวบันดาล หนังรักสุดโรแมนติกที่ดัดแปลงจากนวนิยายขายดีอันดับ 1 ในอเมริกา ผลงานจากปลายปากกาของ จอห์น กรีน (John Green) ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในชื่อเดียวกับภาพยนตร์ ถ่ายทอดเรื่องราวความรักของ เฮเซล (Hezel) สาวน้อยวัย 16 ปี ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ที่ต้องใช้ยาช่วยยื้อลมหายใจและถังออกซิเจนติดตัวตลอดเวลา แน่นอนว่าเธอหดหู่ สิ้นหวัง หมดอาลัย และกลายเป็นโรคซึมเศร้าแบบที่เธอไม่ยอมรับเท่าไหร่ แต่เพื่อความสบายใจของผู้เป็นแม่ เธอจึงยอมเข้ารับการบำบัด และที่นั่นทำให้เธอได้พบกับ ออกัสตัส (Augustus) เด็กหนุ่มซึ่งป่วยเป็นมะเร็งและต้องตัดขาทิ้ง แต่เขากลับดูสดใส น่าค้นหา ทั้งสองตกหลุมรักกัน และนั่นทำให้โลกของเฮเซลสว่างไสวขึ้นมา นับเป็นหนังสไตล์ฟีลกู๊ดที่ให้กำลังใจตลอดทั้งเรื่อง กระทั่งฉากจบนี่แหละที่บีบหัวใจคนดูจนต้องหลั่งน้ำตา ซึ่งต้องยกนิ้วให้นักแสดงของเรื่องอย่าง ไชลีน วูดลีย์ (Shailene Woodley) และ แอนเซล เอลกอร์ต (Ansel Elgort) ที่สวมบทบาทดีมาก จนส่งให้หนังเรื่องนี้ขึ้นแท่นหนังทำรายได้อันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศอเมริกาไปอย่างเหนือความคาดหมาย

 

คู่เกลอ…กับลิสต์พิชิตฝัน ภาพยนตร์ดราม่าคอเมดี้ที่ได้นักแสดงรุ่นลายครามมากความสามารถอย่าง มอร์แกน ฟรีแมน (Morgan Freeman) และ แจ็ก นิโคลสัน (Jack Nicholson) มาสวมบทบาทผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่ถูกพิพากษาจากผลตรวจว่า จะมีชีวิตอยู่ได้อีกประมาณ 6 เดือน หรือไม่เกิน 1 ปี แต่แทนที่ทั้งคู่จะหมดอาลัยตายอยากในชีวิต แต่กลับจับมือกันเขียนสิ่งที่อยากทำก่อนตายลงไปในกระดาษ และพยายามทำมันให้เป็นจริงภายใต้ระยะเวลาที่เหลืออยู่ ซึ่งแน่นอนว่ายังมีอะไรหลายอย่างที่ค้างคาอยู่ในใจทั้งสอง

ไดอะล็อกหนึ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของหนังเรื่องนี้ก็คือฉากที่ ‘คาร์เตอร์ แชมเบอร์’ ช่างซ่อมรถผิวสีได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความตายตามความเชื่อของชาวอียิปต์ให้ ‘เอ็ดเวิร์ด โคล’ มหาเศรษฐีฟัง ทำนองว่า ก่อนที่ดวงวิญญาณของคนเราจะเดินเข้าประตูสวรรค์ จะมีนายทวารมาถามคำถามสองข้อ ซึ่งเป็นตัวตัดสินว่า พวกเขาจะได้ไปสวรรค์หรือไม่ นั่นคือ

1) คุณมีความสุขกับชีวิตของตัวเองหรือเปล่า?
2) ชีวิตของคุณได้สร้างความสุขให้กับผู้อื่นหรือไม่?

และนั่นเองที่ทำให้ทั้งสองได้เรียนรู้ว่า ชีวิตที่มีความหมายจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรารู้จักชื่นชมสิ่งดีๆ บนโลกใบนี้และเติมความสุขให้กับชีวิตตัวเอง และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการใช้ชีวิตเพื่อสร้างความสุขให้กับผู้อื่น และเมื่อความสุขทั้งสองด้านที่ว่านี้ถูกประสานเข้าด้วยกัน มันจึงจะเกิดภาพชีวิตที่สวยงามครบถ้วนได้อย่างแท้จริง  

 

ปีที่เหลือเพื่อเธอ ภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าสัญชาติอเมริกันที่ได้ เจเดน สมิธ (Jaden Smith) ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง วิลล์ สมิธ (Will Smith) มารับบทแดริน (Daryn) เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ที่ตกหลุมรักหญิงสาวแสนสวยคนหนึ่ง และมารู้ทีหลังว่าเธอกำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งและมีเวลาใช้ชีวิตเหลือเพียงหนึ่งปี นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาทำทุกอย่างเพื่อให้เธอได้ทำในสิ่งที่เธอไม่เคยได้ทำมาก่อนในชีวิต เพื่อต้องการให้ ‘หนึ่งปี’ ที่เหลืออยู่นั้นเป็นปีที่ดีที่สุดในชีวิตของเธอ บอกเลยว่าหนังเรื่องนี้เหมาะกับคอหนังรักที่อยากหลั่งน้ำตาในวันเหงาๆ มาก

 

 

“เราสูญเสียบางสิ่งเพื่อเติมเต็มบางสิ่ง” น่าจะเป็นคำจำกัดความของหนังเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี สำหรับ ผมกับเกลอ และเธอผู้เปลี่ยนหัวใจ ภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือนิยายขายดีของ เจสซี แอนดรูวส์ (Jesse Andrews) บอกเล่าเรื่องราวของ ‘เกรก’ (Greg Gaines) เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมภายในโรงเรียนแบบตามน้ำ คือเขาสามารถใช้ชีวิตร่วมกับกลุ่มเพื่อนที่แตกต่างจากเขาได้เป็นอย่างดี เพียงเพื่อไม่อยากสร้างศัตรู แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้มีเพื่อนมากมาย จะมีแค่ ‘เอิร์ล’ (Earl) เด็กหนุ่มผิวสีที่ชอบการถ่ายทำหนังเหมือนกัน กระทั่งวันหนึ่งเขาถูกแม่บังคับให้ไปคอยดูแลและให้กำลังใจ ‘ราเชล’ (Rachel) เพื่อนสาวที่แทบไม่เคยคุยกันเลยสักครั้งซึ่งกำลังป่วยเป็นลูคีเมีย นั่นเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอ และมันก็เปลี่ยนทุกอย่างไปหมด แม้หนังจะไม่ได้จบแบบ Happy Ending แต่กลับอบอุ่นละมุนละม่อมตลอดทั้งเรื่อง ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากฝีมือทางการแสดงของนักแสดงนำ โดยเฉพาะ โอลิเวีย คุก (Olivia Cooke) ที่ลงทุนโกนผม เพื่อสวมบทบาทของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนนักวิจารณ์ชมกันไม่ขาดปากทีเดียว

 

 

สองสายใยหนึ่งนิรันดร์ ภาพยนตร์ที่จะทำให้เรารู้ว่าชีวิตและความรักมีค่ามากแค่ไหน ผ่านเรื่องราวของ ‘แจ็คกี้’ (Jackie) ผู้หญิงที่เป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ และ ‘อิซาเบล’ (Isabel Kelly) ผู้หญิงที่พยายามเป็นแม่ที่ดีพร้อมให้กับลูกๆ ของแจ็คกี้ในฐานะคนรักใหม่ของอดีตสามี ซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นที่พอใจของแจ็คกี้เท่าใดนัก เธอจึงถูกต่อต้านการมีตัวตนในครอบครัวทุกวิถีทาง จนกระทั่งแจ็คกี้ตรวจพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง และนั่นเองเป็นจุดเปลี่ยนให้เธอทั้งสองต้องทิ้งความบาดหมางและหันมาจับมือกันเพื่อลูกๆ ของพวกเธอเอง

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สองนักแสดงนำหญิงระดับตำนานอย่าง ซูซาน ซาแรนดอน (Susan Sarandon) มาสวมบทบาทแม่แท้ๆ ที่ต้องมาเทรนแม่เลี้ยงอย่าง จูเลีย โรเบิร์ตส์ (Julia Roberts) ให้รับบทบาทแม่เต็มตัวแทนที่ตัวเองที่กำลังจะจากไปด้วยโรคมะเร็ง นั่นยิ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ซาบซึ้งกินใจและเรียกน้ำตาผู้ชมได้ไม่ยากเลยทีเดียว 

 

 

ภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าที่ถ่ายทอดเรื่องราว ‘แอ๊บบี้’ และ ‘แซม’ คู่รักที่รักและผูกพันกันมายาวนานตั้งแต่เด็ก ทั้งคู่ผ่านอุปสรรคกันมามากมาย จนวางแผนจะแต่งงานกัน แต่แล้วโชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อเธอคิดว่าตัวเองตั้งท้อง แต่พอไปตรวจกลับพบว่ามันคือก้อนเนื้อร้ายระยะลุกลาม ซึ่งทำให้เธออาจมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ทุกอย่างเหมือนดับวูบลงในทันที ก่อนที่แอ๊บบี้จะเกิดคำถามกับตัวเองว่า หากเธอไม่อยู่แล้ว แซมจะอยู่อย่างไร นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอใช้เว็บหาคู่เพื่อคนรักใหม่ให้แซม เพื่อมาดูแลเขาในวันที่เธอจากไป เรื่องราวจะลงเอยอย่างไร ไปหาคำตอบได้ใน ไม่มีใครแทนเธอได้ (Irreplaceable You)

 

 

นับเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่สร้างจากเรื่องจริงที่แม้ไม่เคยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเรา แต่สามารถหาดูได้ในเวอร์ชันซับไตเติลภาษาไทยใน Netflix ที่การันตีได้ว่าพล็อตเรื่องดีงาม ถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘แม่’ ผู้ตายจากไปในช่วงที่คลอดลูกสาวด้วยโรคมะเร็งที่เป็นอยู่ก่อนแล้ว แม่วางแผนให้ ‘ของขวัญวันเกิด’ ลูกสาวไว้ล่วงหน้า 18 ชิ้น แล้วสั่งเสียให้ผู้เป็นพ่อมอบให้เรื่อยๆ โดยไม่ได้บอกเหตุผลลึกๆ ว่า ต้องการอะไร ลูกสาวจึงไม่เข้าใจว่าแม่ทำแบบนี้ทำไม กลายเป็นการย้ำปมกำพร้าแม่ คือ ทุกๆ วันเกิดจะมี ‘แม่’ ที่เธอไม่เคยรู้จักมาเลือกของขวัญให้เธออย่างไม่เต็มใจ กระทั่งในวันเกิดครบ 18 ปี เธอประสบอุบัติเหตุโดนรถชน และเธอได้ย้อนเวลาไปพบกับแม่ตัวเองก่อนคลอดเธออีกครั้ง และนั่นช่วยสานสัมพันธ์กับแม่ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน นับเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของแม่กับลูกที่ทำออกมาได้ดีเหลือเกิน ไม่ว่าจะฉากให้กำเนิดลูกสาวที่สื่ออารมณ์ได้อย่างงดงาม ซึ่งสัมพันธ์กับการที่เธอเป็นนักกระโดดน้ำ พร้อมบทเฉลยของขวัญชิ้นที่ 18 ที่เป็นไคลแมกซ์สุดท้ายที่ดูเรียบง่ายที่สุด หากอยากรู้ว่าของขวัญชิ้นสุดท้ายนั้นคืออะไรไปติดตามชมกันได้ใน ของขวัญ 18 กล่อง (18 Presents)

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
https://movie.kapook.com/view32065.html
https://en.wikipedia.org/wiki/All_My_Life_(2020_film)
https://www.sanook.com/movie/12666
https://www.thairath.co.th/content/31565
https://www.sanook.com/movie/40189
https://www.facebook.com/tumruenglen/posts/1092672554245075
https://www.imdb.com/title/tt6598238
https://www.thai.movie/view6933.html
https://www.thairath.co.th/content/282190
https://en.wikipedia.org/wiki/Irreplaceable_You
https://reviewsnung.com/archives/683

  

 

แชร์ไปยัง