Life goes on

 

พีรดา พีรศิลป์ (หลิง) อายุ 45 ปี

เรายังตายไม่ได้!! เรายังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ ตายแบบนี้มันง่ายไป พอคิดได้มันคลิกเลยนะ

ทำให้เรารักคนรอบข้างมากขึ้น รู้คุณค่าของการมีชีวิตอยู่ อย่าเสียเวลากับความทุกข์เพราะมันทำให้ความสุขของเราน้อยลงค่ะ

 

ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมานานเท่าไหร่ เป็นลักษณะใด

เป็นมะเร็งเต้านมครั้งแรก อายุ 30 ปี ระยะที่ 1 ชนิดไม่ลุกลาม และไม่ลามไปต่อมน้ำเหลือง (ใต้รักแร้ซ้าย) พบก้อนเนื้อขนาด 1 ซม.ที่เต้านมด้านซ้าย

เป็นครั้งที่สอง ตอนอายุ 40 ปี พบเชื้อที่เต้านมข้างเดิมเป็นเม็ดแคลเซี่ยมเล็กๆ หลายจุดขนาดมิลลิเมตร และมีการขยายตัว

 

สถานะของโรคในปัจจุบัน

โรคสงบ ไม่ต้องกินยาใดๆ ทั้งสิ้น คุณหมอไม่ห้ามกินอะไร ให้ใช้ชีวิตปกติ แต่ต้องติดตามผลตามคุณหมอนัดทุก 6 เดือน

แมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ทุก 1 ปี สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี

แนวทางการรักษา

ครั้งแรกที่เป็นตอนอายุ 30 (ปี 2546) พบเนื้อร้ายที่เต้านมซ้าย ทำการผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกแบบสงวนเต้านมไว้ หลังจากนั้นก็ให้เคมีบำบัด 1 คอร์ส

และตามด้วยการฉายแสงประมาณ 25 ครั้ง (ทั้งเคมีบำบัดและฉายแสง จำไม่ได้ว่าทำไปกี่ครั้ง เพราะนานมากแล้ว และไม่ได้จดบันทึกไว้ตอนทำการรักษา)

คุณหมอบอกอายุยังไม่มากและแข็งแรงดี เลยจัดเต็มให้ครบคอร์ส ไม่ต้องกินยาต้านฮอร์โมนหรือยาใดๆ ทั้งสิ้น

ส่วนครั้งที่ 2 ตอนอายุ 40 (ปี 2556) เจอเชื้อที่เต้านมข้างเดิม จึงปรึกษากับคุณหมอ ทำการผ่าตัดคว้านเต้านมแต่ยังคงรักษาเต้านมไว้

แล้วเสริมเต้านมเทียม (ซิลิโคน) แทน และไม่ต้องกินยาใดๆ ผลการผ่าตัดเรียบร้อยดี พักรักษาตัวแค่ 1 สัปดาห์ก็สามารถออกไปนอกบ้านได้แล้ว

มุมมองที่มีต่อโรคมะเร็งก่อนและหลัง

ก่อนเป็นหลิงไม่เคยใส่ใจว่ามะเร็งเป็นโรคที่ใครก็เป็นได้ และรู้ว่าเป็นแล้วส่วนใหญ่จะตาย รักษาหายยาก พอรู้ว่าตัวเองเป็นก็ช็อค ตกใจ

ใช้เวลาปรับตัวและตั้งสติอยู่ประมาณ 2-3 อาทิตย์ คิดว่าพอเป็นแล้วเราก็ต้องสู้กับโรคให้สุดกำลัง ทำตามคุณหมอแนะนำทุกอย่าง มีวินัยในการดูแลตัวเอง

ทั้งการกินยา อาหาร และการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ หลิงคิดว่าถ้าจะต้องรักษาด้วยวิธีใด จะเจ็บปวดยังไง มันก็แค่ความเจ็บทางกาย

เดี๋ยวมันก็หาย เจ็บแค่ไหนก็ต้องทนได้ ดีกว่าตาย เราคิดแบบนั้น

หลังจากผ่านการรักษาทุกอย่างมาได้ ทำให้รู้ว่ามะเร็งไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และสามารถรักษาหายได้ ร่างกายสัมพันธ์กับใจ ถ้าใจเราแข็งแรง

ร่างกายก็แข็งแรงตามไปด้วย โรคนี้เกิดขึ้นกับใครก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ เป็นได้ก็หายได้ หายได้ก็กลับมาเป็นอีกได้เหมือนกัน เหมือนหวัด ถ้าร่างกายอ่อนแอ เราก็เป็นอีก

ฉะนั้นเราต้องดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ

เรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้มีกำลังใจ ลุกขึ้นสู้กับโรคมะเร็งเต้านม

ตอนรู้ว่าเป็นมะเร็ง และเราไม่มีความรู้เรื่องโรคนี้มาก่อนเลยว่า เป็นแล้วรักษายังไง ผลเป็นยังไง เลยไปหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งแล้วหายมาอ่าน

อ่านไปอ่านมา..ความเครียดเริ่มสะสม คิดว่าเราต้องเป็นแบบเขา จะเป็นโน่นเป็นนี่ อาการน่ากลัวอย่างนั้นอย่างนี้ พอรู้ตัวว่าเครียดมากๆ

เพราะคิดไปเองต่างๆ นานาว่าเราจะเป็นแบบเขาด้วย เลยหยุดอ่านหนังสือพวกนั้นทันที หันกลับมามองตัวเองว่า เรายังไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่เขาเป็นนี่นา

แล้วเราจะกังวลไปทำไม จะกลัวไปเพื่ออะไร กังวลไปก็ไม่ทำให้เราหายเร็วขึ้น มีแต่จะทำให้แย่ลงด้วยซ้ำ

พอตั้งสติได้ ก็แค่รักษาไปตามขั้นตอน ผลจะเป็นยังไงก็ต้องยอมรับ คิดแค่ปัจจุบัน อนาคตช่างมัน ถ้าเราไม่สู้ร่างกายเราก็เสื่อมถอย แต่ถ้าเรารับมือกับโรคให้ดี

ร่างกายเราต้องดีขึ้นแน่ๆ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ดีกว่าปล่อยให้แย่ไปเรื่อยๆ คิดซะว่าเป็นมะเร็งก็เหมือนเป็นหวัด เดี๋ยวมันก็หาย ถ้าเราทุกข์คนรอบข้างก็ทุกข์ไปด้วย

ฉะนั้น ถ้าเราเฉยๆ กับมัน เดี๋ยวเราก็ลืมไปเองว่าเราเป็นมะเร็ง แต่เรากำลังเป็นโรคอะไรสักอย่างที่เดี่ยวมันก็จะหาย บอกตัวเองแบบนั้น

กิจกรรมที่ทำเพื้อสร้างกำลังใจในระหว่างการรักษา หรือ ที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน

มองโรคในแง่ดี คิดว่าเป็นโรคอะไรเราก็ต้องรักษาไปตามอาการ เตรียมร่างกายให้แข็งแรง กินอาหารมีประโยชน์เยอะๆ เพราะรู้ว่าตอนให้คีโมจะกินได้น้อยหรือกินยาก

เราเลยหาวิธีกินให้ได้มากๆ เช่น หาผลไม้ฤทธิ์เย็นแช่ตู้เย็นไว้กินคลายร้อยจากการให้คีโม เอาโจ๊กแช่ตู้เย็นแล้วกินแบบเย็นๆ จะกินง่ายไม่ทำให้อาเจียร เลยกินจนอวบ

น้ำหนักขึ้นมา 2-3 กิโลกรัม แล้วก็ใช้ชีวิตประจำวันปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่กังวลล่วงหน้า คิดแค่ปัจจุบัน เกิดอะไรขึ้นเราก็ยอมรับและรับมือกับมัน

รักษาไปตามขั้นตอน ตามที่คุณหมอแนะนำ พอเราไม่เครียด คนรอบข้างหรือคนในครอบครัวก็ไม่เครียด

อยากแนะนำหรือให้กำลังใจอะไรให้กับผู้ป่วยคนอื่น ๆ อีกบ้าง

เป็นมะเร็งไม่ตายกันง่ายๆ มะเร็งรักษาหายได้ค่ะ ยิ่งรู้เร็วก็มีโอกาสหายได้เร็ว ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไร “ใจ” สำคัญมาก ใจเราต้องแข็งแรง ต้องมั่นคง

มองโลกในแง่ดี คิดในแง่บวก

หลิงบอกกับตัวเองว่า เรายังตายไม่ได้!! เรายังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ ตายแบบนี้มันง่ายไป พอคิดได้มันคลิกเลยนะ ทำให้เรารักคนรอบข้างมากขึ้น

รู้คุณค่าของการมีชีวิตอยู่ เรายังมีคนที่เรารัก พ่อแม่พี่น้อง ครอบครัว เพื่อน และคนอื่นๆ การมีชีวิตอยู่เพื่อความรักและความฝัน มันทำให้หัวใจเราพองโต

มันช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตและหัวใจของเรา และจะคิดเสมอว่า เราอาจไม่มีวันพรุ่งนี้ โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เราจะตายเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ ฉะนั้น อยากทำอะไรให้รีบลงมือทำ ทำด้วยหัวใจ และมีความสุขกับมันอย่างแท้จริง

 

อย่าเสียเวลากับความทุกข์เพราะมันทำให้ความสุขของเราน้อยลงค่ะ

แชร์ไปยัง