LIFE GOES ON

รวิวรรณ์ เดชเกตุ อายุ 59 ปี – อดีตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมานานเท่าไหร่ เป็นลักษณะใด

ผ่าตัดมะเร็งเต้านมไปเมื่อวันที่ 22 ก.พ.2553 ขณะนี้ 8 ปีแล้ว เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 ตัดเต้านมทิ้ง ตัดต่อมน้ำเหลือง 19 ต่อมอยู่ในระยะไม่แพร่กระจาย ไม่ต้องฉายแสง ไม่ต้องคีโม แต่ต้องกินยาฮอร์โมน 5 ปี 3 ปีแรกกินทาม๊อกซิเฟน 2 ปีหลังกินพีมารา ตอนนี้ไม่ได้กินยาอะไร

สถานะของโรคในปัจจุบัน

ขณะนี้เฝ้าติดตามตรวจร่างกายทุกปี พบหมอทุก 4 เดือน แต่ไม่พบการแพร่กระจายใด ๆ แต่ต้องตรวจร่างกายตามกำหนด ไม่เคยมีอาการแขนบวม แต่หลังผ่าตัดมะเร็งได้ปีกว่า มีอาการถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันและตัดถุงน้ำดีทิ้งแล้ว

แนวทางการรักษา

รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน ไปตามหมอนัดทุกครั้ง สังเกตการเปลี่ยนแปลงร่างกายดูแลเรื่องอาหารเน้นผักผลไม้ กินเนื้อสัตว์ตามปกติแต่ลดปริมาณ ไม่กินของทอดนอกบ้าน ไม่กินของหมักดองและแปรรูป  แต่ถ้าวันไหนอยากกิน ก็จะทำความสะอาดด้วยทำให้สุก

มุมมองที่มีต่อโรคมะเร็งก่อนและหลัง

หลังผ่าตัดมะเร็งเครียดมาก กลัวว่าจะกลับมาเป็นอีก น้อยใจในชีวิต เพราะกินอาหารสุขภาพผักผลไม้ก็ยังเป็นจึ งมีความคิดไม่กินแบบเดิม กินแต่ผักผลไม้ อดขนม ของหวาน ผลไม้หวานทุกชนิด จนเครียดนอนไม่หลับและป่วยซึมเศร้า ต้องรักษาโรคซึมเศร้าอีก 6 เดือน

เมื่อหายจากโรคซึมเศร้าจึงเปลี่ยนมุมมองชีวิตใหม่ กินอย่างที่อยากกิน แต่ลดเนื้อสัตว์กินขนมผลไม้ เน้นสะอาด สด ดูแลอารมณ์ด้วยการสวดมนต์ไหว้พระ รับฟังเรื่องอื่นให้น้อยลง หยุดกำหนดชีวิตคนอื่น หัดใช้คำว่า ช่างเถอะ ปล่อยเค้า เลิกคิดวิตกล่วงหน้า ที่ผ่านมาก็ให้อภัย ที่ยังไม่เกิดก็คิดให้น้อย ๆ

ตอนนี้ออกกำลังกายทุกวัน นอนไม่เกิน 4 ทุ่ม ว่างก็ทำการฝีมือ ทำจิตอาสาขออุปกรณ์เย็บเต้านมเทียมจากมูลนิธิหรือจากบริษัทซาบีน่า ทำจิตอาสาเย็บเต้านมเทียมมาตั้งแต่ปี 2554 จนปัจจุบันพานักเรียนรวมกลุ่มทำจิตอาสา

เรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้มีกำลังใจ ลุกขึ้นสู้กับโรคมะเร็งเต้านม

จากการป่วยซึมเศร้าทำให้เรารู้ว่าเราเป็นที่รักของทุกคน ตอนเป็นมะเร็งใคร ๆ ก็บอกว่าช่างเถอะ เป็นก็ตัดทิ้งไปแต่เรากลัวมาก แต่พอเราป่วยซึมเศร้าจึงรู้ว่ามะเร็ง ไม่น่ากลัวเท่าโรคซึมเศร้า และถ้าเป็นโรคอื่น เช่น เบาหวาน ความดันอันตรายกว่าเยอะ มะเร็งถ้าแพร่กระจายก็ตายไม่ต้องทรมานนาน แต่โรคอื่นทรมานจากการรักษามากกว่า และหมอบอกว่าถ้าเครียดเนื้อร้ายจะกลับมา

ลูก สามี แม่ พี่น้อง ผู้ร่วมงาน ต่างให้ความเอื้ออาทร ช่วยเหลือดูแลอย่างดี จึงคิดว่าคนอื่นยังอยากให้เรามีลมหายใจต่อ แล้วทำไมเราจึงไม่สู้เพื่อพวกเค้า ๆ คงเสียใจถ้าไม่มีเรา

กิจกรรมที่ทำเพื้อสร้างกำลังใจในระหว่างการรักษา หรือ ที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน

ทำงานสอนหนังสือตามปกติ ทำจิตอาสาเย็บเต้านมเทียม

อยากแนะนำหรือให้กำลังใจอะไรให้กับผู้ป่วยคนอื่น ๆ อีกบ้าง

กำลังใจจากตัวเราและครอบครัวสำคัญ อย่าคิดว่าเวรกรรมเกิดกับเรา ให้คิดว่าร่างกายเสื่อม แต่ละคนเสื่อมช้าเร็วไม่เท่ากัน จะเป็นอะไรก็เป็น แต่เราต้องดูแลตัวเราเรื่องอาหารออกกำลังกาย รักษาใจ แค่นี้ถ้าทำได้ก็อยู่ได้

แชร์ไปยัง